วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

          หลังจากยังเขียนค้างไว้ตรงที่ปีนเขาขึ้นไปถึงอาคารศักยภาพทะเลไทย พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย กว่าจะได้ฤกษ์เขียนต่อนี่เล่นเอาเกือบลืมไปหมดแย้วเนี่ย ^^'
          ว่ากันต่อที่อาคารศักยภาพทะเลไทย ส่วนใหญ่กล่าวถึงภารกิจของกองทัพเรือในการป้องกันอธิปไตยเหนือน่านน้ำไปจนถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเล มีโซนหนึ่งเป็นโซนเพลงของทหารเรือ ไปยืนฟังที่ชอบมากๆก็เพลง วอลซ์นาวีกับเพลงดอกประดู่ค่ะ ฟังแล้วฮึกเหิมอยากเป็นทหารเรือ 5555
โมเดลจำลองแท่นขุดเจาะน้ำมัน

การอนุรักษ์เต่าทะเล
ด้านหลังห้องนิทรรศการมีประตูเปิดออกไปจะเจออ่าวใหญ่ สถานที่สำหรับฝึกคอบบร้า โกลด์ค่ะ

สักการะ พระราชบิดาแห่งกองทัพเรือไทย กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
ด้านหน้าอาคารเห็นทะเลแสมสาร ในมุมมองแบบพาโนรามาสุดลูกหูลูกตา

เกาะแรดและชายฝั่งหมู่บ้านแสมสาร
          เราดื่มด่ำกับธรรมชาติบนยอดเขาหมาจออยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาอันสมควรเพราะเจ้าหน้าที่ประจำอาคารเริ่มทยอยกลับกันแย้ว ตอนแรกก็สงสัยนะว่า เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่อาคารสูงสุดเนี่ย เขาต้องขึ้นเขาลงเขาแบบเราทุกวันเลยหรือเป่า ก็เลยได้คำตอบตอนที่เห็นเขาสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ซิ่งลงไปนี่เอง  > <    ทำไมพี่ไม่ให้หนูซ้อนท้ายไปด้วยล่ะก๊าบ..บ..บ...บ...
          เราลงมานั่งพักดื่มชา กาแฟกันแป๊บนึง คริกๆ เพื่อนผู้ร่วมทางทุกคนบ่นอุบเพราะตอนเล่นน้ำทะเลที่เกาะขามเสร็จแล้วไม่ได้อาบน้ำจืดเพราะน้ำไม่ไหล ทั้งเหนียวทั้งเหม็นตัวไปหมด 555 ไม่รู้ขี้เกลือขึ้นด้วยเป่า มีเราคนเดียวได้อาบน้ำจืดเพราะขึ้นจากทะเลทีหลังเพื่อนแล้วน้ำเพิ่งไหล 5555 เลยสบายตัวอยู่คนเดียว คริกๆ ดื่มน้ำจนชื่นใจแล้วก็ค่อยๆเดินออกไปด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เพราะเรายังมีเป้าหมายต่อไปอยู่ที่ฟาร์มปลาการ์ตูนแสนน่ารัก ที่อยู่ไม่ไกลกัน เดินเท้าไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว...แต่...เขาติดป้ายว่า เปิดบริการ 9.00 - 16.00น. ...แป๊ว..ว..ว.....ว เพราะเวลาที่เราไปถึงนั้นก็ ปาเข้าไป 6โมงเย็นกว่าแย้ว เราก็เลยวางแผนกันว่า พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่แล้วกันเน๊อะ
          คุณลุงมารับกลับไปที่รีสอร์ทก็เกือบทุ่มแล้ว มื้อค่ำวันนี้คุณลุงติดเตาปิ้งย่างเตรียมไว้ให้ตามที่เราบอกแกไว้ตั้งแต่เช้าว่า กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ขอแบบเต็มๆ ตั้งงบประมาณว่า เต็มที่ 2000 แน่นอน ดูซะก่อนว่ามีไรบ้าง ^^



หอยเชลล์เนื้อแน่น หวาน อร่อยมาก มากกกก



เหลือเชื่่อ ตั้งงบไว้ 2,000 แต่จ่ายเพียง 1,212 เท่านั้นเอ๊งงงงงงง
          พี่พรรณีเจ้าของรีสอร์ทจัดข้าวสวยไว้ให้ 1 โถ พร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเด็ดอีก 1 ถ้วยใหญ่ แล้วก็มีน้ำเปล่ากับน้ำแข็งไว้ 1 กระติก เชื่อมั๊ยค่ะว่าทั้งหมดนี้ แค่ 1,212 บาทเท่านั้นเองอ่ะ ....รู้งี้สั่งหอยเชลล์เพิ่มอีกสัก 2 โลดีก่า 5555  ติดใจๆ
         หลังอิ่มหน่ำสำราญกันแล้ว ก็ช่วยกันเก็บกวาดเช็ดถูล้างจาน แล้วก็เข้าห้องต่อคิวกันอาบน้ำ ดูเดอะ สตาร์ จนกระทั่ง บิ๊กซีนีม่าเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์มา นั่งคุยนั่งเม้าท์กันไปอยู่พักนึงต่างคนก็ต่างเริ่มงัวเงีย สงสัยจะเพลีย ก็ลุยกันมาตั้งกะเช้า  เลยตกลงเข้านอนกันดีก่า คืนนั้น พวกเราก็ผล๊อยหลับไปพร้อมกับเสียงกรนที่ Featuring กันได้อย่างลงตัว  Z...z....z.......z...................z
       
          เช้าวันใหม่ เราเริ่มต้นกันที่ หนมปัง + กาแฟ และข้าวต้มหมูสับที่ทางรีสอร์ทจัดให้ อร่อยอีกแล้วอ่ะ พอ 10.00 น.คุณลุงก็พาเราไปส่งที่เพอร์คูล่า ฟาร์ม ฟาร์มปลาการ์ตูนสีสันสดใส ^^
          ไปถึงก็จ่ายค่าเข้าชมคนละ 20 บาท แต่ถ้าหากจะออกไปให้อาหารปลาที่กระชังกลางทะเลก็คนละ 100 บาท พวกเราตั้งใจเลือกที่จะออกไปกระชังปลากลางทะเลเพราะคิดว่า มันดูท้าทายเหมาะกับผู้หญิงสไตล์เรา 555 แต่....น้องที่เคาเตอร์เก็บตังค์บอกว่า "วันนี้ไม่มีออกไปกระชังปลาค่ะ"
          " ทำไมอ่ะน้อง"
          "ไม่มีคนขับเรือค่ะ"

          O_O

          รู้งี้เรียนขับเรือมาดีก่าวุ๊ย ....... อดเลยอ่ะ เซ็งเล็กน้อยกับการอดไปตากแดดตากลมกลางทะเล ทำได้เพียงซื้อบัตรธรรมดาแล้วเดินย่ำต๊อกเข้าไป แต่ก็ไม่ผิดหวังนะในฟาร์มจัดแบ่งโซนต่างๆได้อย่างดี มีส่วนที่เป็นห้องนิทรรศการสีสันสดใสเหมาะแก่การถ่ายรูปมากๆ ฟาร์มปลาการ์ตูนแห่งนี้เจ้าของซึ่งถ้าได้ข้อมูลมาไม่ผิดก็เรียน ม.บูรพา มาร่วมมือกับ ม.บูรพาเพื่อทำการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนไว้สำหรับจำหน่ายเพื่อเลี้ยงในตู้ปลา เหตุผลเพื่อลดหรือจะให้ดีเลยก็คือ อยากให้เลิกจับปลาสวยงามจากทะเลธรรมชาติมาใส่ตู้เลี้ยงน่ะค่ะ หากท่านใดไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาแห่งนี้กรุณาอย่าถ่ายรูปโดยใช้แฟลชนะคะ เพราะแสงแฟลชมันสว่างรุนแรงมากจนสามารถทำให้เจ้าปลาการ์ตูนในตู้โชว์ตาบอดได้เลยทีเดียวค่ะ

ถ่ายรูปที่ระลึกหน้าทางเข้า


ภายในห้องนิทรรศการ จะบอกถึงแหล่งกำเนิดของปลาการ์ตูนสายพันธุ์ต่างๆ



สีส้มคือเพอร์คูล่าค่ะ ส่วนสีดำชื่อ การ์ตูนอานม้า เคยเจอในธรรมชาติครั้งนึงตอนดำน้ำที่เกาะราวี สตูล ^^ 


                   เพอร์คูล่าก็เป็นชื่อหนึ่งของสายพันธุ์ปลาการ์ตูนค่ะ เป็นตัวสีส้มลายขาว แต่เขาจะต่างจากพ่อนีโมตรงที่หลังเขามีสีเข้มออกส้มน้ำตาลค่ะ ส่วนพ่อนีโมจะเป็นปลาการ์ตูนส้มขาว
นอกจาก ปลาการ์ตูนแย้ว ยังมี ดอลลี่ เพื่อนพ่อนีโมด้วยนะ ปลาขี้ตังเบ็ดสีฟ้าจ้า
          ในฟาร์มนอกจากห้องนิทรรศการแล้ว ด้านนอกตัวอาคารก็จัดแสดงเป็นบ่อปลาขนาดต่างๆและไม่ได้มีเฉพาะปลาการ์ตูนอย่างเดียวนะคะ เขามีปลาชนิดอื่นๆ เต่าแล้วก็กุ้งมังกรด้วยล่ะ
          เข้าไปแล้วอยากจะขอความกรุณาผู้เยี่ยมชมทุกๆท่านเรื่องนึงค่ะ คือทางฟาร์มมีการติดป้ายเอาไว้ว่า กรุณาอย่าเอามือจุ่มลงในบ่อหรือสัมผัสกับปลา ฝ่าฝืนปรับ 5,000 บาท แต่ในวันนั้นก็เห็นว่า มีกลุ่มนึงมากันแบบครอบครัว พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ลูกเล็ก เด็กแดง ก็บังเอิญอีกเหมือนกันที่มีเจ้าปลาผีเสื้อตัวนึงท่าทางเขาไม่ค่อยดีเลยเหมือนจะมีอาการติดเชื้อมีแผลเล็กน้อยบนครีบหลัง และด้วยความที่เขาดูอ่อนแรงไม่ว่ายหนีคนเอาแต่ลอยตัวนิ่งๆปริ่มน้ำ ทำให้เด็กๆ และผู้ใหญ่บางคนในครอบครัวนั้นนึกสนุกเอามือจับหลัง ลูบหลังเขาใหญ่เลย แถมยังร้องบอกต่อๆกันว่า ดูปลาตัวนี้สิไม่กลัวคนด้วย เขาขึ้นมาให้จับด้วย  ก็เลยโดนจับไปหลายมือ
ปลาน้อยที่น่าสงสาร เขาทำได้แค่ประคองตัวให้ตั้งตรงเพื่อรอวันตาย

          เข้าใจค่ะว่า ครอบครัวนี้เขากำลังเข้าใจผิดและกำลังทำร้ายเจ้าปลาตัวนี้อย่างรุนแรงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างที่เคยบอกค่ะว่า เกล็ดของปลาทะเลค่อนข้างละเอียด หลุดได้ง่ายเพียงแค่สัมผัสเบาๆ หากเป็นแผลจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเขาอย่างง่ายดายและตายอย่างทรมาน
          การที่เราเอามือไปจับอาจถ่ายเทเชื้อโรคจากเราไปสู่เจ้าปลาที่น่าสงสารและยิ่งเขากำลังอยู่ในสภาพที่อ่อนแออย่างนั้น ฉันทำได้เพียงขออุทิศส่วนกุศลให้เขาเงียบๆในใจเพราะรู้แน่ๆว่า เขาคงมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นานขอเพียงอย่าทรมานเท่านั้นเอง เคยอ่านหนังสือปลาทะเลไทยของ อาจารย์ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ แฟนพันธุ์แท้ปลาทะเลไทยเคยเขียนเล่าถึงปลาสวยงามตัวหนึ่งที่ถูกจับมาจากทะเลแล้วนำมาเลี้ยงในตู้โชว์ได้ไม่นานก็มีแผลที่ช่องท้อง เจ้าของส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรฯ อาการของเขาคือ ช่องท้องจะค่อยๆเน่าลามไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่....ยังคงมีลมหายใจ  ยังว่ายไปมาเพื่อไขว้คว้าอิสรภาพ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า เขากำลังตายทั้งเป็น สุดท้ายอาจารย์เล่าว่า ต้องตัดสินใจใช้วิธีการุณฆาตเพราะไม่อยากให้เขาค่อยๆตายอย่างทรมาน T_T และเรื่องนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางฟาร์มปลาติดป้ายขอความกรุณาไว้ว่า อย่าเอามือจุ่มลงไปในบ่อเลี้ยงปลา ก็เลยอยากขอร้องด้วยอีกแรงว่า รบกวนปฏิบัติตามเขากันเถอะนะคะ ^^

ไม่ใช่ลูกแก้วตกแต่งตู้ปลานะจ๊ะ
          นอกจากเราจะได้เจอกับปลาสีสันสดใสแปลกตาแล้ว ยังมีอีกอย่างที่เห็นแล้วดึงดูดความสนใจของก๊วนเรามากเลยอ่ะ นั่นก็คือเจ้าลูกแก้ว ฟองๆ ใสๆ ในบ่อซึ่งเราเห็นแล้วก็แปลกใจอยู่ตรงที่ว่า ทำไมเอาลูกแก้วมาติดตามขอบบ่อหว่า .....ดูไปดูมาจนมาเจอป้ายอธิบายว่า มันคือสาหร่ายชนิดหนึ่งจ้า เขาเรียกว่า สาหร่ายลูกโป่ง มีคุณสมบัติช่วยบำบัดคุณภาพน้ำด้วยล่ะ


ดูกันชัดๆ เหมือนลูกโป่งมั๊ยเอ่ย

เจ้าปลาวัวตัวตลก เขาชื่อนี้จริงๆนะ

ฉลามเสือดาวหรือฉลามนางฟ้า
เต๊า..เต่า

กุ้งมังกรตัวบิ๊กเบิ้ม
          ต้องยอมรับค่ะว่า ทางฟาร์มเขาบริหารจัดการพื้นที่จัดแสดงได้ดี เป็นสัดส่วนและสะอาดสะอ้านมากๆ อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวน จะมีบ้างก็ในส่วนที่จัดแสดงเป็นขวดโหลหรือตู้ที่ดองตัวอย่างไว้ให้ศึกษาปลาลักษณะต่างๆ
ปลาโรนัน ปัจจุบันจัดว่า พบได้ยากในทะเลธรรมชาติ

ฉลามเสือ ปลากระเบนปละปลานกแก้วขึ้นอืด อิอิ
บ่อปลาด้านนอกตัวอาคาร สำหรับให้น้องปลาอาบแดด สีจะได้สดใส
ปลาสินสมุทรลายบั้ง

ปลาสินสมุทรสีส้มสดใส

น้องปลาหลากสี ยืนดูแล้วเพลินตา

ปลาโนรี  ครีบยาวเฟื้อย

เจ้าปลาวัวตัวนี้ชอบว่ายโฉบไปทางคนที่มีกล้อง แถมยิ้มให้ด้วยนะ

ด้านหลังของฟาร์มติดริมทะเลมีสะพานไม้ทอดยาว มองเห็นเกาะแสมสารอยู่ตรงหน้าเลย

หลังคาเขียวบนไหล่เขา คือพิพิธภัณฑ์ฯที่เราไปกันมาเมื่อวาน
อันละ 45 บาท 5 อัน 200 จ้า
          เรากะว่าจะใช้เวลาอยู่ที่ฟาร์มปลาเพียง 1 ชั่วโมงก็น่าจะเพียงพอ ปรากฏว่า มารู้ตัวอีกทีก็ใกล้ 11.00 น. พวกเราจึงทยอยออกมาตรงร้านขายของที่ระลึกที่นอกจากจะมี เสื้อ พวงกุญแจ เปลือกหอยต่างๆแล้วยังมีปลาการ์ตูนจำหน่ายอีกด้วย ราคาก็แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เห็นเขียนไว้บางตัวราคาตั้ง 1,000 บาทแน่ะ เราไปยืนดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นพักสักก็เลยตกลงใจซื้อเป็นพวงกุญแจปลาการ์ตูนมาแล้วกัน ท่าทางจะเลี้ยงง่ายกว่ากันเยอะ อิอิ

          พวกเราร่ำลาเจ้าปลาน้อยกันเรียบร้อยแล้ว คุณลุงก็พาไปนมัสการหลวงพ่อดำ วัดช่องแสมสารก่อนเดินทางกลับบ้าน

หลวงพ่อดำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่หมู่บ้านแสมสาร

วิหารหลวงพ่อดำ หันหน้าออกสู่ทะเล

มุมนี้ด้านข้างวิหาร เหมาะแก่การถ่ายรูปพร้อมมีเสียงประทัดดังเป็นของแถม

ประภาคารด้านหน้าวิหาร
เกาะแรด มองเห็นหาดทรายขาวสะอาด จนอยากอยู่เที่ยวอีกสัก 2 วันอ่ะ
สีเสื้อโดนใจ กับน้ำทะเลสีฟ้าสดใส
          เรากราบขอพรหลวงพ่อและทำบุญกันตามอัธยาศัย จากมุมด้านหน้าวิหารมองออกมาจะเห็นประภาคารตั้งอยู่ดูกะทัดรัดน่ารัก ด้านขวามือเป็นหมู่เกาะแสมสาร เห็นหาดทรายขาวละเอียดของเกาะแรดชัดเจน จนทำให้นึกถึงที่มาของคำว่า สัตหีบ  ที่เคยได้ยินเรื่องเล่าว่า ที่หาดทรายใดสักแห่งของสัตหีบนี้เป็นที่ฝังทรัพย์สมบัติของโจรสลัดกลุ่มนึง โดยบรรจุอยู่ในหีบทั้งหมด 7 ใบ โจรสลัดต่างเขียนลายแทงแจกจ่ายกันไว้แต่แล้วก็ล้มตายหายสาบสูญกันไปหมด จนเหลือแต่ตำนานเล่าขานถึงหีบสมบัติ 7 ใบไว้รอคอยให้ใครสักคนไปค้นพบ
          แต่ถ้าตามบันทึกประวัติศาสตร์แล้วคำว่า สัตหีบได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ชัยภูมิของหมู่บ้านนี้มีเกาะซ้อนเหมือนเป็นที่กำบังให้กับชายฝั่งถึง 7 เกาะ จึงทรงพระราชทานชื่อให้ว่า สัตหีบเพราะ สัตตะ แปลว่า เจ็ด ส่วน หีบ แปลว่า ที่กำบังค่ะ
          พอคุยเรื่องเกาะก็เลยอยากรู้ว่า ที่เขาเล่าต่อๆกันมาอ่ะ มันจริงอ๊ะเป่า พอขึ้นรถได้ก็ถามคุณลุงว่า ที่เขาเรียกชื่อเกาะโรงโขน โรงหนังเนี่ย มันมีคนเจอจริงๆเหรอลุงที่เขาเล่ากันอ่ะ ลุงก็เลยบอกว่า มีคนเล่าต่อๆกันมาจริงว่า เรือประมงที่แล่นผ่านตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงดนตรีไทยแบบวงปี่พาทย์ดังมาจากบนเกาะ ส่วนเรือประมงที่เจอพายุแล้วเข้าไปหลบลมที่เกาะนางรำก็มีที่เจอแบบจะจะคือ เห็นคนแต่งชุดโขน ละคร ฟ้อนรำอยู่บนหาดทราย แถมกวักมือเรียกให้เรือเข้าไปหาอีกตะหาก O_O ฟังแล้วก็อยากเห็นมั่งอ่ะ 55555  ก็จริงๆนะ อยากรู้อ่ะว่า พวกเขาคือใคร ต้องการอะไร ทำไมพวกโขน ละครถึงมาอยู่บนเกาะได้อ่ะ มันต้องมีที่มาที่ไปอ่ะ  แต่ก็คงต้องเป็นปริศนาคาใจต่อไปเพราะลุงบอกว่า ไม่มีเรือลำไหนกล้าพาคนไปขึ้นเกาะ อย่างมากก็แค่พาไปดำน้ำบริเวณใกล้เคียง กระนั้นก็ยังคงมีเสียงเล่าลือถึงความอาถรรพณ์กันอยู่เรื่อยๆ เหตุเพราะยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับนักดำน้ำอยู่เป็นระยะๆ

http://hilight.kapook.com/view/40273

          เรากลับเข้าไปเก็บสัมภาระ ร่ำลาพี่พรรณีเจ้าของรีสอร์ทแล้วคุณลุงขับรถไปส่ง ระหว่างทางได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างนึงคือ มีอาชีพขายน้ำทะเลด้วยอ่ะ ลุงบอกว่า เคยลงทุนอยู่พักนึงก็พออยู่ได้แต่หลังๆไม่คุ้มค่าน้ำมัน การขายน้ำทะเลต้องต่อท่อยาวไปกลางทะเล ลุงบอกว่า ต้องบริเวณที่น้ำใสเห็นเป็นสีเขียวๆ แล้วดูดเข้ามาใส่รถบรรทุกขนาด 6 ล้อ ราคา คันละ 100 บาท 100 เดียวจริงๆ แต่สมัยโน้นก็ถือว่า ราคาดี ผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็คือ เจ้าของนากุ้งหรือผู้ขายอาหารทะเลสด บางรายขายน้ำทะเลจนร่ำรวยเพราะแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยนอกจากค่าน้ำมัน พอคิดๆดูแล้วมันก็เข้าข่ายทำลายธรรมชาติเหมือนกันนะ เพราะท่อที่ต่อไปกลางทะเลขนาดก็ไม่ใช่เล็กๆ ต้องมีสัตว์ตัวน้อยๆถูกดูดเข้ามาด้วยแน่เลย...ฉงฉานอ่ะ
          คุณลุงมาส่งเราที่ท่ารถตู้เดิม พวกเรารวมตังค์ให้คุณลุงเป็นค่าน้ำมันไป 500 บาท เพราะคุณลุงใจดีพาไปโน้นไปนี่โดยไม่มีบ่นแถมไม่ยอมคิดตังค์ด้วย  เลยขอช่วยค่าน้ำมันสักหน่อยแย้วกันนะคะ ขอบคุณคุณลุงมากๆเลยค่ะ ^^ ใจดีมากๆ
          ที่คิวรถตู้เรามาได้จังหวะพอดีซื้อตั๋วปุ๊บรถก็ออกปั๊บเลยตอนนั้น 12.00 น. เลยตั้งใจว่า ถึง กทม.แล้วค่อยหาของกินแล้วกัน เราทอดสายตามองไปด้านซ้ายเห็นทะเลแสมสารอยู่ลิบๆด้วยความอาลัยและออกจากสัตหีบไปพร้อมกับสายฝนที่ค่อยๆโปรยปรายลงมา....แล้วแต่ละคนก็ค่อยๆหลับตา.....ด้วยความอ่อนล้า..จน....สัปหงกไปตามๆกัน 55555
          แล้ว...ๆ..ๆ..เราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีพร้อมๆกับที่เพื่อนคนนึงหันมาบอกหน้าตื่นๆว่า "เฮ๊ย...เราลืมจ่ายค่าข้าวกล่องที่เอาไปกินที่เกาะขามป่าววะ"
          "เออ......จริงหว่ะ"  O_O
          5555........สุดท้ายต้องโทรไปหาพี่พรรณีว่า พวกเราลืมจ่ายค่าข้าวกล่องกั๊บและพี่เขาก็หัวเราะกลับมาว่า "เออ....พี่ก็ลืมคิดค่าข้าวกล่องจริงๆด้วย"  น่ารักจริงๆ

ถุงขาวๆนั่นคือข้าวกล่อง 555 กินจนย่อยไปข้ามวันแล้ว เกือบไม่ได้จ่ายตังค์แล้วมั๊ยล่ะ
          เมื่อถึง กทม.ก็เลยต้องโอนตังค์ไปเพิ่มให้พี่เขาอีก 200 บาท ^^" เกือบโกงข้าวกล่องโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วมั๊ยละตู
          เราลงรถตู้ที่เอกมัย...หิวได้ที่เลย ก็บ่าย 2 แล้วอ่ะนะ บุฟเฟ่เท่านั้นที่เอาพวกเราอยู่ MK สุกี้กันเล๊ยดีก่า
สุกี้ สามัคคี
ยัง... ยังกินปลาหมึกมาไม่พออีก ^^
          ปิดท้ายทริปนี้ด้วยความหอมหวานของชีสเค้ก คริกๆ และชานมเย็นหอมๆ
น่ากินมั๊ยจ๊ะ
          เป็นอันว่า ทริปเกาะขาม สัตหีบ ปีนี้ก็จบลงที่เค้ก 3 ก้อนนี้ นี่เอ๊งง..ง..ง.ง...
ถ้ามีทริปต่อไป จะเอามาเล่าสู่กันฟังใหม่นะก๊าบ...บ.บ..บ..บ..บ... บ๊าบ  บายยยยย