วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

          หลังจากยังเขียนค้างไว้ตรงที่ปีนเขาขึ้นไปถึงอาคารศักยภาพทะเลไทย พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย กว่าจะได้ฤกษ์เขียนต่อนี่เล่นเอาเกือบลืมไปหมดแย้วเนี่ย ^^'
          ว่ากันต่อที่อาคารศักยภาพทะเลไทย ส่วนใหญ่กล่าวถึงภารกิจของกองทัพเรือในการป้องกันอธิปไตยเหนือน่านน้ำไปจนถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเล มีโซนหนึ่งเป็นโซนเพลงของทหารเรือ ไปยืนฟังที่ชอบมากๆก็เพลง วอลซ์นาวีกับเพลงดอกประดู่ค่ะ ฟังแล้วฮึกเหิมอยากเป็นทหารเรือ 5555
โมเดลจำลองแท่นขุดเจาะน้ำมัน

การอนุรักษ์เต่าทะเล
ด้านหลังห้องนิทรรศการมีประตูเปิดออกไปจะเจออ่าวใหญ่ สถานที่สำหรับฝึกคอบบร้า โกลด์ค่ะ

สักการะ พระราชบิดาแห่งกองทัพเรือไทย กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
ด้านหน้าอาคารเห็นทะเลแสมสาร ในมุมมองแบบพาโนรามาสุดลูกหูลูกตา

เกาะแรดและชายฝั่งหมู่บ้านแสมสาร
          เราดื่มด่ำกับธรรมชาติบนยอดเขาหมาจออยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาอันสมควรเพราะเจ้าหน้าที่ประจำอาคารเริ่มทยอยกลับกันแย้ว ตอนแรกก็สงสัยนะว่า เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่อาคารสูงสุดเนี่ย เขาต้องขึ้นเขาลงเขาแบบเราทุกวันเลยหรือเป่า ก็เลยได้คำตอบตอนที่เห็นเขาสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ซิ่งลงไปนี่เอง  > <    ทำไมพี่ไม่ให้หนูซ้อนท้ายไปด้วยล่ะก๊าบ..บ..บ...บ...
          เราลงมานั่งพักดื่มชา กาแฟกันแป๊บนึง คริกๆ เพื่อนผู้ร่วมทางทุกคนบ่นอุบเพราะตอนเล่นน้ำทะเลที่เกาะขามเสร็จแล้วไม่ได้อาบน้ำจืดเพราะน้ำไม่ไหล ทั้งเหนียวทั้งเหม็นตัวไปหมด 555 ไม่รู้ขี้เกลือขึ้นด้วยเป่า มีเราคนเดียวได้อาบน้ำจืดเพราะขึ้นจากทะเลทีหลังเพื่อนแล้วน้ำเพิ่งไหล 5555 เลยสบายตัวอยู่คนเดียว คริกๆ ดื่มน้ำจนชื่นใจแล้วก็ค่อยๆเดินออกไปด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เพราะเรายังมีเป้าหมายต่อไปอยู่ที่ฟาร์มปลาการ์ตูนแสนน่ารัก ที่อยู่ไม่ไกลกัน เดินเท้าไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว...แต่...เขาติดป้ายว่า เปิดบริการ 9.00 - 16.00น. ...แป๊ว..ว..ว.....ว เพราะเวลาที่เราไปถึงนั้นก็ ปาเข้าไป 6โมงเย็นกว่าแย้ว เราก็เลยวางแผนกันว่า พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่แล้วกันเน๊อะ
          คุณลุงมารับกลับไปที่รีสอร์ทก็เกือบทุ่มแล้ว มื้อค่ำวันนี้คุณลุงติดเตาปิ้งย่างเตรียมไว้ให้ตามที่เราบอกแกไว้ตั้งแต่เช้าว่า กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ขอแบบเต็มๆ ตั้งงบประมาณว่า เต็มที่ 2000 แน่นอน ดูซะก่อนว่ามีไรบ้าง ^^



หอยเชลล์เนื้อแน่น หวาน อร่อยมาก มากกกก



เหลือเชื่่อ ตั้งงบไว้ 2,000 แต่จ่ายเพียง 1,212 เท่านั้นเอ๊งงงงงงง
          พี่พรรณีเจ้าของรีสอร์ทจัดข้าวสวยไว้ให้ 1 โถ พร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเด็ดอีก 1 ถ้วยใหญ่ แล้วก็มีน้ำเปล่ากับน้ำแข็งไว้ 1 กระติก เชื่อมั๊ยค่ะว่าทั้งหมดนี้ แค่ 1,212 บาทเท่านั้นเองอ่ะ ....รู้งี้สั่งหอยเชลล์เพิ่มอีกสัก 2 โลดีก่า 5555  ติดใจๆ
         หลังอิ่มหน่ำสำราญกันแล้ว ก็ช่วยกันเก็บกวาดเช็ดถูล้างจาน แล้วก็เข้าห้องต่อคิวกันอาบน้ำ ดูเดอะ สตาร์ จนกระทั่ง บิ๊กซีนีม่าเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์มา นั่งคุยนั่งเม้าท์กันไปอยู่พักนึงต่างคนก็ต่างเริ่มงัวเงีย สงสัยจะเพลีย ก็ลุยกันมาตั้งกะเช้า  เลยตกลงเข้านอนกันดีก่า คืนนั้น พวกเราก็ผล๊อยหลับไปพร้อมกับเสียงกรนที่ Featuring กันได้อย่างลงตัว  Z...z....z.......z...................z
       
          เช้าวันใหม่ เราเริ่มต้นกันที่ หนมปัง + กาแฟ และข้าวต้มหมูสับที่ทางรีสอร์ทจัดให้ อร่อยอีกแล้วอ่ะ พอ 10.00 น.คุณลุงก็พาเราไปส่งที่เพอร์คูล่า ฟาร์ม ฟาร์มปลาการ์ตูนสีสันสดใส ^^
          ไปถึงก็จ่ายค่าเข้าชมคนละ 20 บาท แต่ถ้าหากจะออกไปให้อาหารปลาที่กระชังกลางทะเลก็คนละ 100 บาท พวกเราตั้งใจเลือกที่จะออกไปกระชังปลากลางทะเลเพราะคิดว่า มันดูท้าทายเหมาะกับผู้หญิงสไตล์เรา 555 แต่....น้องที่เคาเตอร์เก็บตังค์บอกว่า "วันนี้ไม่มีออกไปกระชังปลาค่ะ"
          " ทำไมอ่ะน้อง"
          "ไม่มีคนขับเรือค่ะ"

          O_O

          รู้งี้เรียนขับเรือมาดีก่าวุ๊ย ....... อดเลยอ่ะ เซ็งเล็กน้อยกับการอดไปตากแดดตากลมกลางทะเล ทำได้เพียงซื้อบัตรธรรมดาแล้วเดินย่ำต๊อกเข้าไป แต่ก็ไม่ผิดหวังนะในฟาร์มจัดแบ่งโซนต่างๆได้อย่างดี มีส่วนที่เป็นห้องนิทรรศการสีสันสดใสเหมาะแก่การถ่ายรูปมากๆ ฟาร์มปลาการ์ตูนแห่งนี้เจ้าของซึ่งถ้าได้ข้อมูลมาไม่ผิดก็เรียน ม.บูรพา มาร่วมมือกับ ม.บูรพาเพื่อทำการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนไว้สำหรับจำหน่ายเพื่อเลี้ยงในตู้ปลา เหตุผลเพื่อลดหรือจะให้ดีเลยก็คือ อยากให้เลิกจับปลาสวยงามจากทะเลธรรมชาติมาใส่ตู้เลี้ยงน่ะค่ะ หากท่านใดไปเยี่ยมชมฟาร์มปลาแห่งนี้กรุณาอย่าถ่ายรูปโดยใช้แฟลชนะคะ เพราะแสงแฟลชมันสว่างรุนแรงมากจนสามารถทำให้เจ้าปลาการ์ตูนในตู้โชว์ตาบอดได้เลยทีเดียวค่ะ

ถ่ายรูปที่ระลึกหน้าทางเข้า


ภายในห้องนิทรรศการ จะบอกถึงแหล่งกำเนิดของปลาการ์ตูนสายพันธุ์ต่างๆ



สีส้มคือเพอร์คูล่าค่ะ ส่วนสีดำชื่อ การ์ตูนอานม้า เคยเจอในธรรมชาติครั้งนึงตอนดำน้ำที่เกาะราวี สตูล ^^ 


                   เพอร์คูล่าก็เป็นชื่อหนึ่งของสายพันธุ์ปลาการ์ตูนค่ะ เป็นตัวสีส้มลายขาว แต่เขาจะต่างจากพ่อนีโมตรงที่หลังเขามีสีเข้มออกส้มน้ำตาลค่ะ ส่วนพ่อนีโมจะเป็นปลาการ์ตูนส้มขาว
นอกจาก ปลาการ์ตูนแย้ว ยังมี ดอลลี่ เพื่อนพ่อนีโมด้วยนะ ปลาขี้ตังเบ็ดสีฟ้าจ้า
          ในฟาร์มนอกจากห้องนิทรรศการแล้ว ด้านนอกตัวอาคารก็จัดแสดงเป็นบ่อปลาขนาดต่างๆและไม่ได้มีเฉพาะปลาการ์ตูนอย่างเดียวนะคะ เขามีปลาชนิดอื่นๆ เต่าแล้วก็กุ้งมังกรด้วยล่ะ
          เข้าไปแล้วอยากจะขอความกรุณาผู้เยี่ยมชมทุกๆท่านเรื่องนึงค่ะ คือทางฟาร์มมีการติดป้ายเอาไว้ว่า กรุณาอย่าเอามือจุ่มลงในบ่อหรือสัมผัสกับปลา ฝ่าฝืนปรับ 5,000 บาท แต่ในวันนั้นก็เห็นว่า มีกลุ่มนึงมากันแบบครอบครัว พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ลูกเล็ก เด็กแดง ก็บังเอิญอีกเหมือนกันที่มีเจ้าปลาผีเสื้อตัวนึงท่าทางเขาไม่ค่อยดีเลยเหมือนจะมีอาการติดเชื้อมีแผลเล็กน้อยบนครีบหลัง และด้วยความที่เขาดูอ่อนแรงไม่ว่ายหนีคนเอาแต่ลอยตัวนิ่งๆปริ่มน้ำ ทำให้เด็กๆ และผู้ใหญ่บางคนในครอบครัวนั้นนึกสนุกเอามือจับหลัง ลูบหลังเขาใหญ่เลย แถมยังร้องบอกต่อๆกันว่า ดูปลาตัวนี้สิไม่กลัวคนด้วย เขาขึ้นมาให้จับด้วย  ก็เลยโดนจับไปหลายมือ
ปลาน้อยที่น่าสงสาร เขาทำได้แค่ประคองตัวให้ตั้งตรงเพื่อรอวันตาย

          เข้าใจค่ะว่า ครอบครัวนี้เขากำลังเข้าใจผิดและกำลังทำร้ายเจ้าปลาตัวนี้อย่างรุนแรงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างที่เคยบอกค่ะว่า เกล็ดของปลาทะเลค่อนข้างละเอียด หลุดได้ง่ายเพียงแค่สัมผัสเบาๆ หากเป็นแผลจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเขาอย่างง่ายดายและตายอย่างทรมาน
          การที่เราเอามือไปจับอาจถ่ายเทเชื้อโรคจากเราไปสู่เจ้าปลาที่น่าสงสารและยิ่งเขากำลังอยู่ในสภาพที่อ่อนแออย่างนั้น ฉันทำได้เพียงขออุทิศส่วนกุศลให้เขาเงียบๆในใจเพราะรู้แน่ๆว่า เขาคงมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่นานขอเพียงอย่าทรมานเท่านั้นเอง เคยอ่านหนังสือปลาทะเลไทยของ อาจารย์ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ แฟนพันธุ์แท้ปลาทะเลไทยเคยเขียนเล่าถึงปลาสวยงามตัวหนึ่งที่ถูกจับมาจากทะเลแล้วนำมาเลี้ยงในตู้โชว์ได้ไม่นานก็มีแผลที่ช่องท้อง เจ้าของส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรฯ อาการของเขาคือ ช่องท้องจะค่อยๆเน่าลามไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่....ยังคงมีลมหายใจ  ยังว่ายไปมาเพื่อไขว้คว้าอิสรภาพ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า เขากำลังตายทั้งเป็น สุดท้ายอาจารย์เล่าว่า ต้องตัดสินใจใช้วิธีการุณฆาตเพราะไม่อยากให้เขาค่อยๆตายอย่างทรมาน T_T และเรื่องนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางฟาร์มปลาติดป้ายขอความกรุณาไว้ว่า อย่าเอามือจุ่มลงไปในบ่อเลี้ยงปลา ก็เลยอยากขอร้องด้วยอีกแรงว่า รบกวนปฏิบัติตามเขากันเถอะนะคะ ^^

ไม่ใช่ลูกแก้วตกแต่งตู้ปลานะจ๊ะ
          นอกจากเราจะได้เจอกับปลาสีสันสดใสแปลกตาแล้ว ยังมีอีกอย่างที่เห็นแล้วดึงดูดความสนใจของก๊วนเรามากเลยอ่ะ นั่นก็คือเจ้าลูกแก้ว ฟองๆ ใสๆ ในบ่อซึ่งเราเห็นแล้วก็แปลกใจอยู่ตรงที่ว่า ทำไมเอาลูกแก้วมาติดตามขอบบ่อหว่า .....ดูไปดูมาจนมาเจอป้ายอธิบายว่า มันคือสาหร่ายชนิดหนึ่งจ้า เขาเรียกว่า สาหร่ายลูกโป่ง มีคุณสมบัติช่วยบำบัดคุณภาพน้ำด้วยล่ะ


ดูกันชัดๆ เหมือนลูกโป่งมั๊ยเอ่ย

เจ้าปลาวัวตัวตลก เขาชื่อนี้จริงๆนะ

ฉลามเสือดาวหรือฉลามนางฟ้า
เต๊า..เต่า

กุ้งมังกรตัวบิ๊กเบิ้ม
          ต้องยอมรับค่ะว่า ทางฟาร์มเขาบริหารจัดการพื้นที่จัดแสดงได้ดี เป็นสัดส่วนและสะอาดสะอ้านมากๆ อากาศปลอดโปร่ง ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวน จะมีบ้างก็ในส่วนที่จัดแสดงเป็นขวดโหลหรือตู้ที่ดองตัวอย่างไว้ให้ศึกษาปลาลักษณะต่างๆ
ปลาโรนัน ปัจจุบันจัดว่า พบได้ยากในทะเลธรรมชาติ

ฉลามเสือ ปลากระเบนปละปลานกแก้วขึ้นอืด อิอิ
บ่อปลาด้านนอกตัวอาคาร สำหรับให้น้องปลาอาบแดด สีจะได้สดใส
ปลาสินสมุทรลายบั้ง

ปลาสินสมุทรสีส้มสดใส

น้องปลาหลากสี ยืนดูแล้วเพลินตา

ปลาโนรี  ครีบยาวเฟื้อย

เจ้าปลาวัวตัวนี้ชอบว่ายโฉบไปทางคนที่มีกล้อง แถมยิ้มให้ด้วยนะ

ด้านหลังของฟาร์มติดริมทะเลมีสะพานไม้ทอดยาว มองเห็นเกาะแสมสารอยู่ตรงหน้าเลย

หลังคาเขียวบนไหล่เขา คือพิพิธภัณฑ์ฯที่เราไปกันมาเมื่อวาน
อันละ 45 บาท 5 อัน 200 จ้า
          เรากะว่าจะใช้เวลาอยู่ที่ฟาร์มปลาเพียง 1 ชั่วโมงก็น่าจะเพียงพอ ปรากฏว่า มารู้ตัวอีกทีก็ใกล้ 11.00 น. พวกเราจึงทยอยออกมาตรงร้านขายของที่ระลึกที่นอกจากจะมี เสื้อ พวงกุญแจ เปลือกหอยต่างๆแล้วยังมีปลาการ์ตูนจำหน่ายอีกด้วย ราคาก็แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เห็นเขียนไว้บางตัวราคาตั้ง 1,000 บาทแน่ะ เราไปยืนดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นพักสักก็เลยตกลงใจซื้อเป็นพวงกุญแจปลาการ์ตูนมาแล้วกัน ท่าทางจะเลี้ยงง่ายกว่ากันเยอะ อิอิ

          พวกเราร่ำลาเจ้าปลาน้อยกันเรียบร้อยแล้ว คุณลุงก็พาไปนมัสการหลวงพ่อดำ วัดช่องแสมสารก่อนเดินทางกลับบ้าน

หลวงพ่อดำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่หมู่บ้านแสมสาร

วิหารหลวงพ่อดำ หันหน้าออกสู่ทะเล

มุมนี้ด้านข้างวิหาร เหมาะแก่การถ่ายรูปพร้อมมีเสียงประทัดดังเป็นของแถม

ประภาคารด้านหน้าวิหาร
เกาะแรด มองเห็นหาดทรายขาวสะอาด จนอยากอยู่เที่ยวอีกสัก 2 วันอ่ะ
สีเสื้อโดนใจ กับน้ำทะเลสีฟ้าสดใส
          เรากราบขอพรหลวงพ่อและทำบุญกันตามอัธยาศัย จากมุมด้านหน้าวิหารมองออกมาจะเห็นประภาคารตั้งอยู่ดูกะทัดรัดน่ารัก ด้านขวามือเป็นหมู่เกาะแสมสาร เห็นหาดทรายขาวละเอียดของเกาะแรดชัดเจน จนทำให้นึกถึงที่มาของคำว่า สัตหีบ  ที่เคยได้ยินเรื่องเล่าว่า ที่หาดทรายใดสักแห่งของสัตหีบนี้เป็นที่ฝังทรัพย์สมบัติของโจรสลัดกลุ่มนึง โดยบรรจุอยู่ในหีบทั้งหมด 7 ใบ โจรสลัดต่างเขียนลายแทงแจกจ่ายกันไว้แต่แล้วก็ล้มตายหายสาบสูญกันไปหมด จนเหลือแต่ตำนานเล่าขานถึงหีบสมบัติ 7 ใบไว้รอคอยให้ใครสักคนไปค้นพบ
          แต่ถ้าตามบันทึกประวัติศาสตร์แล้วคำว่า สัตหีบได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ชัยภูมิของหมู่บ้านนี้มีเกาะซ้อนเหมือนเป็นที่กำบังให้กับชายฝั่งถึง 7 เกาะ จึงทรงพระราชทานชื่อให้ว่า สัตหีบเพราะ สัตตะ แปลว่า เจ็ด ส่วน หีบ แปลว่า ที่กำบังค่ะ
          พอคุยเรื่องเกาะก็เลยอยากรู้ว่า ที่เขาเล่าต่อๆกันมาอ่ะ มันจริงอ๊ะเป่า พอขึ้นรถได้ก็ถามคุณลุงว่า ที่เขาเรียกชื่อเกาะโรงโขน โรงหนังเนี่ย มันมีคนเจอจริงๆเหรอลุงที่เขาเล่ากันอ่ะ ลุงก็เลยบอกว่า มีคนเล่าต่อๆกันมาจริงว่า เรือประมงที่แล่นผ่านตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงดนตรีไทยแบบวงปี่พาทย์ดังมาจากบนเกาะ ส่วนเรือประมงที่เจอพายุแล้วเข้าไปหลบลมที่เกาะนางรำก็มีที่เจอแบบจะจะคือ เห็นคนแต่งชุดโขน ละคร ฟ้อนรำอยู่บนหาดทราย แถมกวักมือเรียกให้เรือเข้าไปหาอีกตะหาก O_O ฟังแล้วก็อยากเห็นมั่งอ่ะ 55555  ก็จริงๆนะ อยากรู้อ่ะว่า พวกเขาคือใคร ต้องการอะไร ทำไมพวกโขน ละครถึงมาอยู่บนเกาะได้อ่ะ มันต้องมีที่มาที่ไปอ่ะ  แต่ก็คงต้องเป็นปริศนาคาใจต่อไปเพราะลุงบอกว่า ไม่มีเรือลำไหนกล้าพาคนไปขึ้นเกาะ อย่างมากก็แค่พาไปดำน้ำบริเวณใกล้เคียง กระนั้นก็ยังคงมีเสียงเล่าลือถึงความอาถรรพณ์กันอยู่เรื่อยๆ เหตุเพราะยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับนักดำน้ำอยู่เป็นระยะๆ

http://hilight.kapook.com/view/40273

          เรากลับเข้าไปเก็บสัมภาระ ร่ำลาพี่พรรณีเจ้าของรีสอร์ทแล้วคุณลุงขับรถไปส่ง ระหว่างทางได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างนึงคือ มีอาชีพขายน้ำทะเลด้วยอ่ะ ลุงบอกว่า เคยลงทุนอยู่พักนึงก็พออยู่ได้แต่หลังๆไม่คุ้มค่าน้ำมัน การขายน้ำทะเลต้องต่อท่อยาวไปกลางทะเล ลุงบอกว่า ต้องบริเวณที่น้ำใสเห็นเป็นสีเขียวๆ แล้วดูดเข้ามาใส่รถบรรทุกขนาด 6 ล้อ ราคา คันละ 100 บาท 100 เดียวจริงๆ แต่สมัยโน้นก็ถือว่า ราคาดี ผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็คือ เจ้าของนากุ้งหรือผู้ขายอาหารทะเลสด บางรายขายน้ำทะเลจนร่ำรวยเพราะแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยนอกจากค่าน้ำมัน พอคิดๆดูแล้วมันก็เข้าข่ายทำลายธรรมชาติเหมือนกันนะ เพราะท่อที่ต่อไปกลางทะเลขนาดก็ไม่ใช่เล็กๆ ต้องมีสัตว์ตัวน้อยๆถูกดูดเข้ามาด้วยแน่เลย...ฉงฉานอ่ะ
          คุณลุงมาส่งเราที่ท่ารถตู้เดิม พวกเรารวมตังค์ให้คุณลุงเป็นค่าน้ำมันไป 500 บาท เพราะคุณลุงใจดีพาไปโน้นไปนี่โดยไม่มีบ่นแถมไม่ยอมคิดตังค์ด้วย  เลยขอช่วยค่าน้ำมันสักหน่อยแย้วกันนะคะ ขอบคุณคุณลุงมากๆเลยค่ะ ^^ ใจดีมากๆ
          ที่คิวรถตู้เรามาได้จังหวะพอดีซื้อตั๋วปุ๊บรถก็ออกปั๊บเลยตอนนั้น 12.00 น. เลยตั้งใจว่า ถึง กทม.แล้วค่อยหาของกินแล้วกัน เราทอดสายตามองไปด้านซ้ายเห็นทะเลแสมสารอยู่ลิบๆด้วยความอาลัยและออกจากสัตหีบไปพร้อมกับสายฝนที่ค่อยๆโปรยปรายลงมา....แล้วแต่ละคนก็ค่อยๆหลับตา.....ด้วยความอ่อนล้า..จน....สัปหงกไปตามๆกัน 55555
          แล้ว...ๆ..ๆ..เราก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีพร้อมๆกับที่เพื่อนคนนึงหันมาบอกหน้าตื่นๆว่า "เฮ๊ย...เราลืมจ่ายค่าข้าวกล่องที่เอาไปกินที่เกาะขามป่าววะ"
          "เออ......จริงหว่ะ"  O_O
          5555........สุดท้ายต้องโทรไปหาพี่พรรณีว่า พวกเราลืมจ่ายค่าข้าวกล่องกั๊บและพี่เขาก็หัวเราะกลับมาว่า "เออ....พี่ก็ลืมคิดค่าข้าวกล่องจริงๆด้วย"  น่ารักจริงๆ

ถุงขาวๆนั่นคือข้าวกล่อง 555 กินจนย่อยไปข้ามวันแล้ว เกือบไม่ได้จ่ายตังค์แล้วมั๊ยล่ะ
          เมื่อถึง กทม.ก็เลยต้องโอนตังค์ไปเพิ่มให้พี่เขาอีก 200 บาท ^^" เกือบโกงข้าวกล่องโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วมั๊ยละตู
          เราลงรถตู้ที่เอกมัย...หิวได้ที่เลย ก็บ่าย 2 แล้วอ่ะนะ บุฟเฟ่เท่านั้นที่เอาพวกเราอยู่ MK สุกี้กันเล๊ยดีก่า
สุกี้ สามัคคี
ยัง... ยังกินปลาหมึกมาไม่พออีก ^^
          ปิดท้ายทริปนี้ด้วยความหอมหวานของชีสเค้ก คริกๆ และชานมเย็นหอมๆ
น่ากินมั๊ยจ๊ะ
          เป็นอันว่า ทริปเกาะขาม สัตหีบ ปีนี้ก็จบลงที่เค้ก 3 ก้อนนี้ นี่เอ๊งง..ง..ง.ง...
ถ้ามีทริปต่อไป จะเอามาเล่าสู่กันฟังใหม่นะก๊าบ...บ.บ..บ..บ..บ... บ๊าบ  บายยยยย

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

          ทริปรับลมร้อนปีนี้ เริ่มต้นกันที่ทะเลสัตหีบ ชลบุรีจ้า ก๊วนเราวางแผนกันเอาไว้ว่า จะเดินทางกันวันที่ 6 กลับวันที่ 8 เมษายน อิอิ  ว่าแล้วก็หาที่พักกันเต๊อะ
          โทรไปที่แรก ด้วยเห็นว่า ที่พักสวย ราคาก็ อืม รับได้น่ะ..แต่ก็ เต็มครับ
          โทรไปที่ ที่2 เพราะที่พักน่ารัก ราคาไม่แพง แล้วก็.....เต็มแล้วค่ะ..เอาและตู ^^'
          โทรไปที่ ที่3 ที่พักสวัสดิการทหารเรือ ด้วยคาดหวังว่า น่าจะว่าง แต่ก็...ว่างจริงๆอ่ะ สายว่างนะแต่ไม่มีคนรับสายย...ย..ย. แล้วเค้าจะได้ไปมั๊ยเนี่ย......แง
          โทรไปที่ ที่4 ว่างทีเต๊อะนะ อยากได้ที่นี่อ่ะ เพราะดูแผนที่แล้วอยู่ใกล้ๆบริเวณที่เราจะไปเที่ยวกัน ราคาก็ไม่แพง และแล้วก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วมาตามสายว่า ว่างค่ะ........เย้...ได้ไปเที่ยวทะเลแย้ววุ๊ย
           เช้าวันที่ 6 เมษายน เรามาพร้อมกันที่สถานีขนส่งเอกมัย นั่งรถตู้กันไป คนละ 135 บาท เด็กรถย้ำเรานักหนาให้บอกคนขับรถว่า "ลง กม.1 นะพี่"
           ไอ้เราก็ถามย้ำเหมือนกันว่า "พี่จะไปตัวเมืองสัตหีบอ่ะน้อง"
           น้องก็ยังยืนยัน "นั่นแหละ พี่บอกเขาว่า ลง กม.1"
           เออ..กม.1 ก็ กม.1 ฟร่ะมันอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้อ่ะ แต่ช่างมันเต๊อะไปหาข้อมูลเอาข้างหน้าแล้วกัน เราออกจากเอกมัยประมาณ 7.30 น.  ^^  นั่งกินหนม ชมวิว ไปเรื่อยๆจนกระทั่ง ค่อยๆเงียบกันไปทีละคน ก็น่า...เก็บแรงไว้ไง ไปถึงจะได้ตะลุยเที่ยวกั๊น อิอิ
           พวกเราทยอยรู้สึกตัวกันอีกทีก็ถึงพัทยาแว้ว..ว.ว.สองข้างทางมีคอนโดบ้าง  บ้านจัดสรรบ้างกำลังก่อสร้างกันเยอะเลย ราคาก็น่าสนใจ เห็นแล้วก็อยากจะมีบ้านริมทะเลเก็บไว้สักหลัง 555 แต่..ขอเวลาเก็บตังค์ก่อนแย้วกันนะ
           และแล้วเราก็เริ่มเข้าสู่อาณาบริเวณอำเภอสัตหีบ สังเกตได้จากป้ายต่างๆรายทาง มองไปทางขวามือไกลๆโน้น โอ๊ว..ว.ว..ว..... เห็นน้ำทะเลสีเขียวที่เส้นขอบฟ้า มองแล้วสดชื่น เย็นตาจริงๆ กะลังเพลินๆกับธรรมชาติลานตาก็ต้องมาชะงักกึก
           " 4 คนนี่ลงไหนเนี่ย " พี่คนขับรถถามเสียงเข้มมาเชียว
           " เขาบอกว่า ให้ลง กม.1ค่ะ"
           " จะไปไหนกันล่ะ ทำไมลง กม.1"
           เอาและ....ยากนะเนี่ย ตูจะรู้มั๊ยอ่ะ ว่าทำไมต้องลง กม.1 "เออ..น้องคนขายตั๋วบอกว่า ให้ลง กม.1 ค่ะ จะไปตัวเมืองสัตหีบอ่ะค่ะ"
           "ลงแล้วไปไหนต่ออ่ะ" พี่คนขับถามต่ออีก
           " เดี๋ยวรถของรีสอร์ทจะมารับค่ะ"
           " อ้อ งั้นโทรบอกเขาเลยน้อง   เดี๋ยวก็ถึงแล้ว แป๊บเดียว"
           เฮ้อ...ค่อยยังชั่ว อย่าถามต่อนะ เค้าไม่รู้จะตอบยังไง 555 จริงๆ พี่คนขับก็น่ารักนะ เอาใจใส่ผู้โดยสารเพียงแต่ว่า พี่เขาเสียงเข้มไปหน่อยเท่านั้นอ่ะ ประมาณ 9.45 น.พี่เขาก็ส่งเราลงตรงกม.1 ...555 แล้วทำไงต่ออ่ะ ตรงนั้นเป็นท่ารถตู้ เหอ ๆ ๆ มีบุคคลในเครื่องแบบทหารเรือสีขาวยืนรอรถกลับบ้านกันเต็มเยยอ่ะ อยู่แถวนั้นนานๆเดี๋ยวหวั่นไหวรีบโทรหารีสอร์ทให้มารับดีก่า คริกๆๆ
           รอเพียงแป๊บเดียวลุงเจ้าของรีสอร์ทก็มารับ ...ถึงแว้ว..ว. แสมสาร วิวแค้มป์ ที่พักเป็นบ้านหลังน้อยๆ สีสันสดใส เราพักกัน 4 คน ราคา 1,000 บาท/คืน ถ้าจะเพิ่มอาหารเช้า ราคา 1,200 บาท/คืนค่ะ ที่พักสะอาดสะอ้าน ร่มรื่น น่ารัก มีน้องหมูป่าน้อยด้วยล่ะ


อิอิ  แยกแยะออกใช่มั๊ยคะ



ก็ดูดิ ฟ้าใสแหน่วซะขนาดนี้ อดใจไหวได้ไง ^^
            หลังจากเก็บกระเป๋า ล้างหน้า ล้างตัว นั่งตากแอร์เย็นๆในห้องสักแป๊บ เราก็ออกหาอะไรมาใส่พุงตามคำแนะนำของพี่พรรณีเจ้าของรีสอร์ท ที่บอกว่า เดินออกมาเลี้ยวขวานิดนึง ข้ามถนนก็ถึงแย้ว ร้านครัวน้ำเค็มจ้า พอถึงปุ๊บจากที่หิวๆ แต่พอเห็นวิวที่ระเบียงร้านก็ต่างคนต่างวิ่งหามุมงามๆเก็บบรรยากาศทันที
           กว่าจะได้เริ่มสั่งอาหารเวลาก็ผ่านไปประมาณนึง เราตกลงกันว่ามื้อนี้เอาแค่ซอฟท์ๆ ไว้ไปหนักมื้อเย็น แต่กระนั้นก็ปลากระพงทอดน้ำปลาตัวใหญ่ๆเต็มๆอ่ะ 1 ตัว แหะๆ ตามมาด้วยทอดมันกุ้งเนื้อหนานุ่ม กับปลาหมึกผัดไข่เค็มเนื้อหวาน มัน กรุบกรอบ แล้วปิดท้ายด้วยไข่เจียวปูเนื้อฟูๆ ตักตรงไหนเจอเนื้อปูตรงนั้น
อิ่มนี้ 4 คน 600 กว่าบาทจ้า
           ดื่มด่ำบรรยากาศ กับอาหารรสชาติอร่อยเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับมาคุยกับคุณลุงเจ้าของรีสอร์ทว่า สะดวกพาเราเที่ยวที่ไหนมั่ง คุณลุงใจดีแนะนำว่า วันนี้ก็ไปหาดนางรำ ไปนั่งกินลม ลงเล่นน้ำก่อนมั๊ยเย็นๆลงจะไปรับ OK ตามนั้น

หาดนางรำมีรูปปั้นตัวละครในเรื่องพระอภัยมณีด้วยจ้า
           พอไปถึง "โอ้โห คนเยอะจัง" คุณลุงถึงกับอุทาน ลุงบอกว่า ปกติคนไม่เยอะขนาดนี้นะเนี่ย พวกเราหอบเสื่อที่คุณลุงเตรียมมาให้ เดินหามุมสำหรับปูนั่งก็แออัดเสียเหลือเกิน พวกเราเลยเดินไปเรื่อยตามแนวชายหาด อิอิ....ซึ่งทำให้เราได้มาพบกับ หาดนางรองที่สงบกว่า โล่งกว่า แล้วน่าเล่นน้ำกว่า อิอิ แต่ขอเอนหลังกันสักพักก่อนนะ


หาดนางรองจ้า
            เรานั่งคุย นอนคุย กลิ้งไป กลิ้งมา กันจนถึงบ่าย 3 ครึ่ง ก็ถึงเวลาเหมาะๆที่จะลงเล่นน้ำกันแย้ว.....น้ำที่หาดนี้ใส สะอาด ลมไม่แรงคลื่นจึงมีพอให้โต้เล่นพอสนุก เล่นน้ำกันจนถึง 4 โมงเย็น ก็เข้าห้องอาบน้ำ ล้างตัวรอลุงมารับกลับ ระหว่างทางเราขอแวะ 7/11 ซื้อน้ำกับขนมปังเพื่อใช้เป็นเสบียงกรังของวันพรุ่งนี้ที่เราจะไปตะลุยเกาะขาม เพราะที่เกาะขามไม่มีอาหารจำหน่ายนะคะ ใครจะไปเที่ยวให้เตรียมอาหารและน้ำดื่มไปเองด้วยจ้า
          กลับถึงที่พักแล้ว เราตั้งใจจะออกไปลุยมื้อหนักกันตอน 1 ทุ่ม แต่แค่ 6 โมงเย็นเราก็ระงับเสียงร่ำร้องของพุ๊งพุงไว้ไม่อยู่เสียแย้ว ก็เลยเดินออกมาหน้ารีสอร์ทจะไปร้านครัวน้ำเค็มกันอีกรอบ .....แต่พอทอดสายตาออกไปทางทะเลหน้ารีสอร์ทก็ต้องตะลึงอ่ะ ไม่เคยไปทะเลที่ไหนแล้วท้องฟ้ายามค่ำสวยเท่านี้มาก่อนเลยค่ะ ดูจากภาพเองนะ


พระจันทร์วันเพ็ญ ริมทะเลแสมสาร สัตหีบ สวยจริงๆค่ะ
             คืนนี้ จัดหนักซัดกุ้ง หอย ปู ปลาหมึกครบ 2 ชุดใหญ่  ตบท้ายด้วยไอศครีมคนละ 1 ถ้วย

สภาพตอนเสิร์ฟ ซีฟู๊ด ปิ้ง ย่าง ร้อนๆ หอมกรุ่น ^^
หมดไป ประมาณ 1,800 กว่าบาท อร่อยพร้อมบรรยากาศดี๊ดี 

สภาพหลังอิ่ม ^^"

อิ่มแย้วก็ อาบน้ำ นอนหลับฝันดี พรุ่งนี้เตรียมลุยเกาะขามกันนะ ^^
.
.
.
          วันที่ 2 ของทริป เราตื่นกันแต่เช้าอาบน้ำ ดูทีวีไป กินหนมไปสักครู่ ก็ไปรับข้าวกล่องที่สั่งพี่พรรณีเจ้าของรีสอร์ทให้ทำไว้สำหรับเอาไปกินที่เกาะขามแล้วคุณลุงก็ไปส่งเราที่ท่าเรือ ทางเข้าเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย


ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย
          เรารีบไปกันตั้งแต่ 8.20น.เพราะกลัวว่า คนจะเยอะแล้วซื้อตั๋วไม่ทันเพราะจำกัดจำนวนคน แต่ไปถึงแย้วก็...เจ้าหน้าที่ขายตั๋วยังไม่มา > <  ก็เลยนั่งรอไปเรื่อยๆที่หน้าอาคารจำหน่ายตั๋วด้านใน แต่ก็ทะแม่งๆอยู่หน่อยๆตรงที่เขาเขียนว่า ซื้อตั๋วไปเกาะแสมสาร ถามคนแถวนั้นว่าจะไปเกาะขามซื้อตั๋วที่นี่หรือเป่า เขาก็บอกว่า ที่นี่ ก็นั่งรอไปจน 9.00 น.กว่าๆ เจ้าหน้าที่มาแว้วว...ดีใจ ดีใจ...ก็กลัวไม่ได้ไปอ่ะ
          แต่...."ไปเกาะขามต้องไปซื้อตั๋วด้านนอกครับ"     O _ O    แป่ว.... งานเข้าแล้วไง
          เมื่องานเข้า..T _ T เราก็เลยต้องแบ่งงานกันทำเป็น 2 กลุ่ม
          กลุ่มนึงไปรอที่ท่าเรือเพื่อคอยบอกเจ้าหน้าที่ว่า เรากะลังไปซื้อตั๋วอยู่เดี๋ยวมา
          กลุ่มที่2 เดินนนนน  ออกไปตรงประตูทางเข้านั่นน่ะ เพื่อไปเข้าคิวซื้อตั๋วที่กว่าพวกเราจะรู้ว่า ต้องไปซื้อที่นั่นก็ปาเข้าไป 9.30น.แล้ว ใจเริ่มแป้วว่า จะได้ไปมั๊ยอ่ะ ระหว่างนั่งรอที่ท่าเรือก็เลยเก็บภาพไปพลางๆก่อนอ่ะ


สมแมนเหลือเกิน... น้องเอ๊ย

ตอนนี้ น้ำกำลังลง เกาะที่เห็นไกลๆ นั่นไง...เกาะขามที่เราจะไปลุยกัน
สะพานทอดยาว เห็นเรือจอดอยู่ลิบๆ

          นั่งรอลุ้นทุกครั้งที่รถสองแถวสำหรับรับส่งคนจากที่ขายตั๋ว-ท่าเรือวิ่งมาจอด แต่ก็ยังคงไร้วี่แววของสองสาวเพื่อน love ที่เราส่งไปปฏิบัติภารกิจ พิชิตตั๋ว เฮ้ย...แย่งที่กะเขาไม่ทันเป่าฟร่ะเนี่ย  ระหว่างรอเราก็เห็นคนถือช่อดอกไม้ กระทงใบตอง พานพุ่ม และพวงมาลัยสวยๆ กลิ่นมะลิหอมฟุ้ง ทยอยกันมาทีละกลุ่ม 2 กลุ่ม ตอนแรกเข้าใจว่า สงสัยเขาเอามาไหว้ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินหรือศาลกรมหลวงชุมพรมั๊ง มองดูอยู่สักครู่ถึงเข้าใจ อ้อ...เขามาลอยอังคารกันน่ะเอง ใครพอมีสตางค์หน่อยก็เหมาเรือไปลอยกลางทะเล ใครเบี้ยน้อยก็ลอยตรงสะพานที่เห็นนี่แหละ ญาติบางคนยืนกอดคอกันร้องไห้เมื่อมองเห็นห่อผ้าขาวค่อยๆจมลงพร้อมๆกับเถ้ากระดูกของผู้เป็นที่รักฟุ้งกระจายหายไปในน้ำทะเล เห็นแล้วก็ทำให้นึกถึงโคลงโลกนิติบทหนึ่ง  ที่เขาว่า
                                                  "รูปชายหญิงทั่วท้อง            ธาตรี
                                            เป็นภักษ์แก่เดือนปี                    สุดสิ้น
                                            อัฐิถมทั่วปถพี                              รายเรี่ย
                                            ประเทศเท่าปีกริ้น                       ร่างพ้นฤๅมี ฯ"
          ปลงตกได้ที่....ก็มีรถสองแถวมาแล้ววุ๊ย ....เย้...ครั้งนี้มีเพื่อนเราติดมาด้วย และแล้วเราก็ได้ฤกษ์ออกเรือกัน เพราะสองแถวคันนั้นเป็นคันสุดท้าย....555
เรือออกแว้ว...และพวกเราก็ต้องอาบแดดกันไปบนชั้น 2 เพราะชั้น 1 เต็มแย้ว
          นั่งเรือมาแค่ 10 นาที ถึงแล้วอ่ะ แต่เรือใหญ่ที่เรานั่งไปเข้าไม่ถึงชายหาดด้านหน้าเกาะ ด้วยเหตุผลของธรรมชาติเพราะน้ำกำลังลงจ้า  พี่ๆทหารเรือเขามีเรือเล็กมารับถ่ายคนเป็นรอบๆไปขึ้นฝั่งทางทิศตะวันออกของเกาะพอเรือเล็กไปจอดก็  เท่ห์มากเลยอ่ะมีน้องๆพลทหารวิ่งออกมาจากถ้ำ เพื่อช่วยรับ ช่วยพยุง พี่ป้าน้าอา ลูกเล็กเด็กแดงและ
สัมพาระลงจากเรือด้วย แต่ก็ทุลักทุเลพอควร เพราะคลื่นจะซัดเก้าอี้สำหรับก้าวลงจากเรือจนโยกไปมา ป้าคนนึงบ่นอุบว่า "ทำไมให้มาขึ้นหาดนี้ก็ไม่รู้ ไม่ดีเลยนะเนี่ย"
          แต่สำหรับพวกเรา 4 คน กลับคิดตรงกันข้าม เพราะอะไรน่ะเหรอคะ ดูจากรูปเอาดีกว่า เพราะอยากบอกว่า มุมนี้เป็นมุมที่เหมาะแก่การถ่ายรูปที่สุดในเกาะขามเลยล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่น้ำกะลังลงอย่างนี้ค่ะ

น้ำใสแหน่วเยย ^^

ถ้าน้ำขึ้นก็จะท่วมโขดหินนี้ทั้งหมด...จะอดเห็นภาพในมุมนี้จ้า

ไฮไลท์ อยู่ที่สะพานไม้นี่แหละ

<><><><><><><><><><><><><><>
<>
<><><><><><><><><><><><><><>
โค้งนี้สวยที่สุด


<><><><><><><><><><><><><><>
<>
<><><><><><><><><><><><><><>
ตามโขดหินพวกนี้ มีปูทะเลเกาะกันอยู่เต็มเลยค่ะ
 
ด้วยความที่แดดร้อนจัด สะพานไม้สายนี้เลยมีแต่พวกเรา 4 คน อิอิ
เสบียงพร้อมอ่ะ

          ด้วยความที่เวลานั้น ประมาณ 10.20น. แดดจัดเอามากๆ พี่ป้าน้าอาและสาวๆทั้งหลายไม่มีใครสนใจธรรมชาติใดๆทั้งสิ้นเพราะกลัวดำ ยกเว้นไอ้ 4 คนนี้แหละ 5555 สะพานไม้สายนี้เลยมีแต่พวกเราจับจองเนื้อที่ถ่ายรูปกันหนุกหนาน ^^ ..v    เย้..
          สะพานไม้จะทอดยาวไปจนถึงชายหาดด้านหน้า คุณพี่ทหารเรือยืนถือโทรโข่งประกาศขอความร่วมมือให้แต่ละกรุ๊ปช่วยส่งตัวแทนไปลงชื่อในสมุดลงเวลากลับด้วยเพื่อสะดวกในการจัดเรือขากลับให้ อ้อ...ลืมบอกค่ะ ว่าค่าเดินทางมาเกาะขามเขาคิดราคา คนละ 200 บาท หากจะเช่าสนอกเกิ้ลกับหน้ากากดำน้ำ จ่ายเพิ่มอีก 50 บาท เรือขามาเกาะขามมี 2 รอบคือ 9.00น.กับ 10.00น. ขากลับมีรอบ 14.00 น. และ 15.00น. แต่เนื่องจากในวันที่เราไปเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลยาว คนเยอะมาก..ก.ก..ก.... เรือที่เคยกำหนดรอบไว้เลยรวนทั้งขาไปขากลับเลย แต่ก็ปฏิบัติตามที่พี่ทหารเรือร้องขอนั่นแหละค่ะดีที่สุดคือ ไปลงชื่อเอาไว้เขาจะมีสมุดลงชื่ออยู่ในศาลาใหญ่ตรงกลางเกาะ เนื่องจากเขาไม่อนุญาตให้ค้างคืนที่เกาะค่ะจึงต้องจัดระเบียบในการกวาดต้อนคนกลับให้เรียบร้อย
          อิอิ....เราเดินไปตามชายหาดเรื่อยๆ เลยศาลาใหญ่มาหน่อย คอยมองหาจุดเหมาะๆสำหรับจับจองที่นั่ง เวลานั้นยังไม่ค่อยหิวกันเท่าไหร่ แต่บรรยากาศช่างเป็นใจ เจอม้าหินน่านั่ง ลมพัดเอื่อยๆ เลยเปิดข้าวกล่องนั่งหม่ำ ก่อนตกลงกันว่า กินเสร็จแย้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ลุยลงทะเล เล่นน้ำ ดำน้ำกันยาวไปจนบ่ายเลยแล้วกันนะ...
          เฮ้อ....อิ่มจัง เปลี่ยนเสื้อ เตรียมอุปกรณ์พร้อม.....ได้เวลาลงน้ำแว้วว.ว.ว.ว.ว.........
วันนั้นน้ำใส แดดดี ทำให้ถ่ายภาพใต้น้ำออกมาสีสดใสมากๆค่ะ เพียงน้ำแค่เอวก็เจอหอยมือเสือสีสวยๆแล้ว ^^ น่ารักมากๆ
.        ปลาที่นี่คุ้นกับคนมากเลย แถมยังเล่นกล้องอีกตะหาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าเหลืองตัวนี้อ่ะ ตอนแรกว่ายน้ำผ่านเขาไปแล้วค่ะ แต่เขาหมุนตัวกลับว่ายตามเรามา แถมยังมาลอยตัวอยู่หน้ากล้องด้วยนะ เลยลั่นชัตเตอร์เก็บภาพเขามาเดี๋ยวเขาจะน้อยใจ เหมือนรู้ด้วยอ่ะ พอถ่ายเสร็จเขาก็ว่ายตามมาพักนึงแล้วก็ผละจากไป
         ว่ายไปเรื่อยๆ อะไรพลิ้วๆอยู่ด้านซ้ายมือเราหว่า มองไปตอนแรกนึกว่า สาหร่ายที่ไหนได้ ดีใจสุดๆอ่ะ เพราะเจ้ากระเบนทองจุดฟ้าตัวใหญ่กะลังว่ายตีคู่กับเรามา อารามตื่นเต้นดีใจ จะกดปุ่มเลือกโหมดถ่ายวีดีโอก็กดผิดกดถูก เจ้ากระเบนก็ว่ายเร็วเหลือเกิน ไอ้เราซอยขาเร่งเครื่องตามไปยิกๆกว่าจะตั้งกล้องได้ โน้น.....ไปไกลแย้วอ่ะ เลยอดเก็บภาพมาฝากเลย ขอยืมภาพจากwebอื่นมาให้ดูไปก่อนนะว่า หน้าตาเขาเป็นอย่างนี้แหละ
ป๋ม หล่อมั๊ยก๊าบบบบ

เจ้าเม่นทะเลกะลังทำธุระ ส่วนตั๊ว ส่วนตัว  5555
           หลังจากอกหักถูกปลากระเบนสลัดทิ้งก็เลยลอยตัวเอื่อยๆไปเรื่อยๆ จนมาเจ๊อะ      อิอิ ....เคยเห็นหอยเม่นกะลังอึ๊มั๊ยกั๊บ 5555 เห็นแล้วก็น่ารักดีนะ เขาจะเบ่งก้อนกลมๆเล็กๆสีน้ำตาลอ่อนออกมาแบบพรั่งพรูทางจุดกลมสีส้มกลางตัวเขา เจ้าเม็ดกลมๆเหล่านั้นก็จะค่อยๆไหลลงมาตามร่องสีน้ำเงินเท่าที่เคยได้ยินมาเขาว่า สีน้ำเงินนั้นคือตาของเจ้าเม่นทะเล ดูอยู่เพลินก็นึกขึ้นได้ว่า น้ำกำลังลง ความรู้สึกที่เห็นเจ้าเม่นทะเลน่ารักก็กลับกลายเป็นสยองขึ้นมาซะงั้น เพราะเวลาผิวน้ำขยับตัวเป็นคลื่น จังหวะที่น้ำยุบตัวลง
นั่นล่ะ...เสียวสุดๆเลยอ่ะ  กลัวหนามเม่นทิ่มพุง

ปลาผีเสื้อจุ๊บกัน

         อีกภาพประทับใจที่ลั่นชัตเตอร์ได้ทัน นี่เลย..ปลาผีเสื้อแปดขีดจุ๊บกัน เขาอยู่รวมกันเป็นฝูงเลย น่ารักมากๆ เจ้าปลาขุนทองหน้าลายยังกะไอติมแพดเดิ้ลป๊อบว่ายโฉบเข้ามาให้ถ่ายภาพได้ใกล้ๆ อีกตัวที่ทำให้ชื่นใจก็เจ้าปลาผีเสื้อปากยาวลายจุดสีเหลืองส้มสดใส จริงๆเคยเจอเค้ามาแล้วที่เกาะหมาก จ.ตราด ตัวใหญ่กว่านี้มากแต่น้ำลึกถ่ายภาพได้ไม่ชัด แต่เจ้านี่อยู่ใกล้แค่มือเอื้อมถึงเองอ่ะ อยู่ใกล้ขนาดเห็นเกล็ดเล็กๆของเขาเรียงตัวเป็นริ้วๆละเอียดมาก ไม่แปลกอะไรถ้าหากเขาเข้าไปติดลอบหรือแหอวนที่ดักจับปลาสวยงามเมื่อไหร่ เจ้าเกล็ดเล็กๆเหล่านี้ก็จะหลุดลอกออกจากผิวหนังของเขาอย่างง่ายดายเหมือนโดนขอดเกล็ดด้วยโลหะ ดังนั้น ช่วยกันรักษ์สัตว์โลกตัวน้อยให้เขาได้อยู่กับธรรมชาติต่อไปนานๆนะคะ
ปลาผีเสื้อปากยาวลายจุด
          ตามถ่ายวีดีโอเจ้าปลาผีเสื้อจนเพลิน มองเลยไปเจอเจ้าเม่นทะเลเป็นดงเลย เสียววุ๊ยไปดีก่า ปิดท้ายดำน้ำทริปนี้ได้ชวนหิว...อีกแล้วอ่ะ เมื่อจู่ๆเจ้าปูม้าสีฟ้าสวยเดินออกมาอวดโฉม แหะๆ เห็นแล้วน้ำลายไหล ถ่ายรูปได้แล้วก็ตัดใจ เดี๋ยวคืนนี้จัดหนักซ้ำเลย555
น่ากิน...เน๊อะ
          เหมือนจะดำน้ำแค่แป๊บเดียวแต่ที่ไหนได้อ่ะ ขึ้นมาก็เกือบบ่าย 2 โมงกว่าแล้ว    อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปนั่งรอเวลากลับในศาลา อ้อ...เดี๋ยวนี้เขามีเพิงเล็กๆขายขนมกรุบกรอบ บะหมี่ถ้วยและน้ำด้วยนะ เป็นร้านของทหารเรือนั่นแหละค่ะเพราะพี่เขาปักป้ายไว้ชัดเจน ^^  ขายดีม๊าก..ก..ก.ก...กอ่ะ  จนพลทหารคนเฝ้าร้านไม่ได้กินข้าวสักที เห็นข้าวไข่เจียวถูกตักไปแค่คำ 2คำแล้วก็วางกองอยู่อย่างนั้น คนเข้าคิวซื้อของจนน้องเขาดูจะเบลอๆ สงสัยจะหิว
          ระหว่างนั่งรอเรือใหญ่มารับ พี่ๆทหารเรือเขามีบริการชมความสวยงามใต้น้ำด้วยเรือท้องกระจกด้วยนะ ฟรีค่ะ ใครจะลงก็ได้ไม่ลงก็ได้ อิอิ...เรือท้องกระจกว่างพอดีเราเลยลงไปนั่งเล่นฆ่า เขาพาไปดูกอปะการังเขากวางที่สมบูรณ์ที่สุดของเกาะ กอดอกไม้ทะเลที่มีปลาการ์ตูนอินเดียนแดงอาศัยอยู่ ระหว่างแล่นกลับก็เจอปลาฟิชโชปักเป้าหนามทุเรียนตัวน้อยๆ กะลังน่ารักเลย
          กลับมาถึงศาลา เรือใหญ่ก็มารับพอดีเรากลับมาถึงฝั่งประมาณ 4 โมงกว่า ตามแผนของเราจะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยต่อด้วย ขึ้นฝั่งได้ก็รีบจ้ำกันไปที่ห้องขายตั๋ว เขาบอกว่า ปิด 5 โมงเย็นค่ะพี่จะขึ้นไปดูเหรอคะ
          "ขึ้นค่ะ ไหนๆก็มาแล้ว"
           น้องคนขายตั๋วก็เลยรีบฉีกตั๋วให้อย่างเร็วไว เพราะระยะทางหากเดินกันตามพื้นราบก็ยังพอจะไม่ต้องรีบเร่งนักอ่ะคะ แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากแต่ต้องตะเกียกตะกายเดินขึ้นเขากันไปเรื่อย ดังภาพที่เห็นนี่แหละ
เขียวๆนั้นน่ะ พิพิธภัณฑ์ฯ







           แต่ขึ้นมาเห็นทิวทัศน์งามๆแล้วก็หายเหนื่อยค่ะ ^^ วิ่งหามุมถ่ายรูปกันสนุกไปเลย
อาคารจัดแสดงแบ่งเป็น 5 ห้อง น่าเสียดายที่กำลังปิดปรับปรุงไป 2 อาคาร แต่ไม่เป็นไรอาคารที่เปิดแสดงอยู่ก็จัดได้ดีมากๆเลยค่ะ อยากให้ไปเที่ยวกัน อย่างอาคารที่ 1 จัดแสดงเกี่ยวกับกำเนิดโลก โลกยุคดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์น่ารักมากมาย ^^
         อาคารถัดมาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เห็ดรา มด แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับป่าลักษณะต่างๆในประเทศไทย


          ที่อาคารนี้เราเลยได้คำตอบเสียทีว่า ทำไมบริเวณนี้เขาถึงได้ชื่อว่าแสมสาร เพราะแสมสารเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากทั้งบนเกาะและบนชายฝั่งของย่านนี้ค่ะ อาคาร 2 หลังถัดมาปิดปรับปรุง พวกเราเลยมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดสูงสุดของยอดเขาหมาจออันเป็นที่ตั้งของอาคารหลังสุดท้ายที่ชื่อว่า อาคารศักยภาพท้องทะเลไทย